สรรพคุณทางยาของเห็ดนางฟ้า

เห็ดนางฟ้ามีประโยชน์มากกว่าที่คิด

เห็ดนางฟ้า
“เห็ดนางฟ้า” เป็นเห็ดที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนหรือช่วงต้นฤดูหนาว สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตตั้งแต่ระยะเปิดดอกไปจนถึงสามารถเก็บขายหรือนำมารับประทานได้จะอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส ในระดับความชื้นสัมพัทธ์ (ความชื้นในอากาศ) อยู่ที่ 80-85 % ซึ่งในสภาวะเช่นนี้จะทำให้เห็ดนางฟ้ามีการเจริญเติบโตที่ดี
สรรพคุณทางยาของ "เห็ดนางฟ้า"
เห็ดนางฟ้า เป็นเห็ดที่มีลักษณะของดอกเห็ด ที่คล้ายๆกันกับเห็ดนางรมและเห็ดเป๋าฮื้อ เพราะเป็นเห็ดที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่หมวกดอกของเห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวนวลจนถึงน้ำตาลอ่อนและมีเนื้อหนา อีกทั้งเนื้อของเห็ดนางฟ้าจะแน่นกว่าเห็ดนางรมมาก มีขนาดดอกปานกลาง สามารถจำหน่ายทั้งแบบสด แถมยังสามารถนำไปแปรรูปได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเห็ดที่มีมีวิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด และยังมีงานวิจัยพบว่า หากรับประทานเห็ดนางฟ้าเป็นประจำ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และสามารถลดการติดเชื้อต่างๆ ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันตามร่างกายได้ และที่สำคัญในเห็ดนางฟ้าจะมีสารที่มีชื่อว่า “อัลฟากลูแคน” ที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ดีอีกด้วย
ข้อมูลทางโภชนาการของเห็ดนางฟ้า

ในเห็ดนางฟ้าปริมาณ 100 กรัม สามารถให้พลังงานได้ 35 กิโลแคลอรี ซึ่งจะประกอบไปด้วย โปรตีน 2.3 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม และไนอะซิน 2.5 มิลลิกรัม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ควรรับประทานเห็ดนางฟ้าแบบสด ๆ นะครับ เพราะในเห็ดชนิดนี้จะมีสารบางตัวที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ซึ่งไม่ค่อยจะเป็นผลดีต่อร่างกายเท่าไรนักครับ

เห็ดนางฟ้ารักษามะเร็งได้

อิสราเอลการันตี “เห็ดนางฟ้า” รักษามะเร็งได้

เห็ดนางฟ้า
ข่าวดี ! สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดนางฟ้า เพราะได้มีนักวิจัยจากประเทศอิสราเอล ได้ค้นพบสารสกัดที่ได้จากเห็ดนางฟ้า ที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในห้อง Lab ได้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ และกำลังเตรียมหาทุนทำวิจัยเพื่อรักษาเซลล์มะเร็งในมนุษย์ให้ได้...อันนี้ต้องลุ้นต่อไปครับ

สำหรับผลงานวิจัยชิ้นโบว์แดงที่ว่านี้เป็นของ ศาสตราจารย์เบ็ตตี ชวอร์ทซ์ (Betty Schwartz) นักวิจัยจากสถาบันชีวเคมี แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู กรุงเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล โดยท่านได้นำสารสกัดเคมีที่มีชื่อว่า อัลฟากลูแคน ที่สกัดได้จากเห็ดนางฟ้า และได้นำมาทดลองใช้กับเซลล์หนู และเซลล์ของมนุษย์ภายในห้อง Lab จนกระทั่งพบว่ามันสามารถทำให้โมเลกุลของเซลล์มะเร็งจับตัวเป็นก้อนและตายในที่สุด อีกทั้งยังมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้ผนึกตัวเองเข้ากับเส้นเลือดในลำไส้ได้ จึงทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายได้ และสารสกัดจากเห็ดนางฟ้าที่มีชื่อว่า “อัลฟากลูแคน” นี้ ยังช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการเยียวยา ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายได้อีกด้วย และจากการทดลองนี้เอง ทำให้ศาสตราจารย์เบ็ตตี ชวอร์ทซ์ มีความมั่นใจว่า “เห็ดนางฟ้า” ที่หาหาซื้อได้ทั่วไปนี้ จะเป็นอาวุธสำคัญที่เราจะใช้ต่อสู้มะเร็งร้ายชนิดต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ และยังคาดหวังเอาไว้อีกว่า จะมีผู้สนับสนุนทางด้านเงินทุนให้เขาได้ทำการทำวิจัยและรักษามะเร็งอย่างจริงจัง เพราะในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลในปี 2551 ขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้มากถึง 1.23 ล้านคน และมีผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคร้ายดังกล่าวมากถึง 608,000 คน แต่สำหรับงานวิจัยนี้ ศาสตราจารย์คีท โจนส์ แห่งสถาบันวิจัยมะเร็งของประเทศอังกฤษ ก็ได้ออกมาเตือนว่า “อย่าได้ตั้งความหวังกับเห็ดนางฟ้ามากเกินไป” เพราะยังมีสารสกัดจากสมุนไพรทางธรรมชาติ และสารสกัดจากอาหารอีกมากมายหลายชนิด ที่นักวิจัยพบว่ามีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งได้เช่นกัน แต่ยังอยู่ในขั้นศึกษาและทำการวิจัย คาดว่าคงจะใช้เวลาอีกนาน กว่าจะผลิตเป็นยารักษามะเร็งได้อย่างจริงจัง


ที่มา: http://www.krobkruakao.com/