รู้เพียง 5 ข้อนี้ จะทำให้การเพาะเห็ฟางจะเป็นเรื่องง่าย และมีเห็ดกินตลอด

 การเพาะเห็ดฟางตามวิถีพอเพียง ให้รู้เพียง 5 ข้อดี



1. ควรเลือกก้อนเชื้อเห็ดฟางที่มีคุณภาพ 

    หัวใจสำคัญในการเพาะเห็ดทุกชนิดคือการเลือกใช้ก้อนเชื้อที่มีคุณภาพและมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เรามีในพื้นที่ที่จะทำการเพาะเห็ด การเลือกก้อนเชื้อที่สมบูรณ์ (เส้นใยเดินเต็มก้อน) และไม่มีการปนเปื้อน จะช่วยให้เห็ดเจริญเติบโตดีและมีความสมบูรณ์ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนาน

2. สถานที่เพาะเห็ดฟางควรมีแสงรำไร (ไม่โล่งแจ้ง)

    เห็ดเป็นพืชที่ต้องการแสงน้อยหรือแสงรำไร ดังนั้นเราควรเลือกสถานที่เพาะที่มีแสงน้อยหรือไม่โล่งแจ้ง เช่น ในห้องที่มีการกระจายแสงธรรมชาติน้อย ใต้ร่มไม้ที่มีแสงส่องผ่าน หรืออาจเพาะในโรงเรือนที่มีแสงส่องผ่านได้

3. ควรเลือกวัสดุเพาะที่มีไนโตรเจนและมีธาตุอาหารเสริม

    เห็ดเป็นเชื้อราที่ต้องการอาหารที่เหมาะสมเพื่อเจริญเติบโต การใช้วัสดุเพาะที่มีสารอาหารสำคัญเช่น ไนโตรเจนถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าวัสดุอย่างอื่น เช่น ฟางข้าว ต้นกล้วยหั่น หรือผักตบชวา จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดได้ดี และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

4. ควรให้อาหารเสริมที่เหมาะสม

    เห็ดเป็นเชื้อราที่ต้องการอาหารเสริมเพื่อการเจริญเติบโตของเส้นใย เพื่อรวมตัวเป็นดอกเห็ดให้เราได้เก็บมารับประทาน การให้อาหารเสริมที่เหมาะสม เช่น รำหยาบ รำละเอียด หรือปุ๋ยคอก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเห็ดให้มีผลผลิตสมบูรณ์มากขึ้นและเก็บได้ยาวนาน

5. มีการรักษาความชื้นอย่างต่อเนื่อง

   เห็ดเป็นเชื้อราที่มักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง การรักษาความชื้นให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเพาะเห็ด เราควรให้ความชื้นในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลา เพื่อให้เห็ดเจริญเติบโตดีและมีคุณภาพ



ตัดทำสาวมะละกอช่วงไหนผลผลิตออกขายได้ราคาแพง


     บทความนี้จะมาติดตามผลมะละกอหลังตัดต้นทำสาวได้ราวๆ 3 เดือนก่อนอื่นผมมีภาพต้นมะละกอที่ตัดทำสาวให้ดู 3 ต้น

ต้นที่ 1
     มะละกอต้นที่ 1 ตัดทำสาวเดือนเมษายนกำลังติดผลเล็กๆ


ต้นที่ 2

     มะละกอต้นที่ 2 ตัดต้นทำสาวช่วงเดือนเดือนพฤษภาคมกำลังติดดอกแต่ยังไม่ติดผล


ต้นที่ 3

     มะละกอต้นที่ 3 ตัดต้นทำสาวช่วงเดือนมิถุนายนกำลังแตกกิ่งยังไม่ติดดอก

     ทั้งหมดนี้คือผลที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกล่าวคือมะละกอต้นที่ตัดทำสาวเดือนเมษายนจะให้ผลผลิตก่อนคือเริ่มติดผลเล็กๆซึ่งจะได้เก็บผลผลิตสุกในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงเวลาที่ผลผลิตมะละกอยังออกสู่ท้องตลาดไม่มากจึงมีราคาแพง ส่วนต้นที่ตัดทำสาวช่วงเดือนพฤษภาคมก็จะให้ผลผลิตในช่วงเวลาถัดมาคือจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไปเป็นช่วงที่มะละกอเริ่มออกสู่ท้องตลาดมากตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นการตัดต้นทำสาวมะละกอควรรีบตัดช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน ไม่ควรเกินนี้ หลังตัดทำสาว 1 –2 เดือนมะละกอก็จะเริมติดดอกออกผลอย่างต่อเนื่องและจะให้ผลผลิตก่อนฤดูกาลซึ่งจะทำให้ขายได้ราคาที่สูงที่สำคัญกิ่งที่จะเอาไว้ไม่ควรเกิน 2 กิ่ง หรือ 3 กิ่งตามความสมบูรณ์ของต้น



     เคล็ดลับที่จะบอกอีกอย่างคือถ้าขายแบบคัดเกรดควรไว้แค่กิ่งเดียวเพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์ได้ผลเกรดเอได้น้ำหนัก/ผลสูงแต่ถ้าขายแบบรวมเกรดไม่เน้นน้ำหนักควรไว้ 2 ถึง 3 กิ่งก็ได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้ทดลองปลูกมะละกอมาก็หลายรุ่น การไว้กิ่งหลังตัดทำสาวไม่ควรไว้เกิน 2 กิ่ง เพราะผลผลิตจะโตอย่างต่อเนื่องน้ำหนักค่อนข้างคงที่เก็บผลผลิตได้ยาวนานกว่าการไว้ 3 – 4 กิ่ง หลังตัดต้นทำสาวก็ควรให้ปุ๋ยให้น้ำอย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาดถ้าเน้นปุ๋ยเคมีก็ให้ใช้สูตรตัวหน้าต่ำหลังสูงอย่างเช่นปุ๋ยสูตร 8-24-24 ไปตลอดฤดูกาลเพื่อสร้างดอกสร้างผลอย่างต่อเนื่องนะครับ


     แปลงที่เห็นจากภาพด้านบนนี้เป็นดินร่วนปนทรายเป็นแปลงที่ปลูกข้างห้วยดินมีธาตุอาหารสูงถือว่าสมบูรณ์ดีมากจึงไม่ค่อยได้ใส่ปุ๋ยสักเท่าไร

     สรุปช่วงเวลาตัดต้นทำสาวมะละกอที่ดีที่สุด เพื่อจะให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดก่อนใครขายได้ราคาแพงคือควรตัดช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนให้แล้วเสร็จไม่เกินนี้ และที่สำคัญควรให้น้ำอย่างต่อเนื่องให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องถ้าดินขาดธาตุอาหารควรให้ทุก 15 วันหรือให้ปุ๋ยทุก 1 เดือนพิจารณาตามสภาพความสมบูรณ์ของพื้นที่ปลูกด้วยนะครับ.

เพาะเห็ดฟางอย่างง่ายๆด้วยเศษตีนเห็ด


บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการเพาะเห็ดฟางอย่างง่ายๆจากเศษตีนเห็ดที่เราตัดทิ้ง เป็นการต่อเชื้อเห็ดฟางเลียนแบบธรรมชาติที่เราสามารถทำได้เอง อาจใช้ดอกเห็ดแก่ที่ซื้อมาจากตลาดนำมาปั่นให้ละเอียดผสมกับน้ำ จากนั้นก็นำไปเทราดบนกองฟางเก่าที่เราเตรียมไว้ก็ได้ 

ดอกเห็ดฟางที่เก็บจากสวน
แต่ในบทความนี้ผมใช้เศษตีนเห็ดที่ตัดออกจากเห็ดฟางที่เก็บจากสวน (ตามภาพด้านบน) โดยตัดเอาเฉพาะเศษตีนเห็ดใส่ถุงพลาสติกแลัวมัดปากถุงทิ้งไว้ 1 คืน พอรุ่งเช้าก็นำมาเหน็บไว้ข้างกองฟางเก่าเป็นจุดๆไป 
เศษตีนเห็ดที่ตัดออก
วิธีการนี้ผมจะทำในช่วงหน้าฝนเพราะมีความชื้นที่เหมาะสมในการเกิดดอกเห็ด หรือจะทำในฤดูกาลอื่นก็ได้แต่ต้องขยันรดน้ำหน่อย เมื่อกองฟางมีความชื้นสลับกับอากาศที่ร้อนประกอบกับเชื้อราเห็ดฟางเจริญเติบโตเต็มที่ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน เส้นใยก็จะรวมตัวกันกลายเป็นดอกเห็ดโผล่ออกมาให้เราได้เก็บกินไปตลอดเลย ลองทำดูนะครับ.

วิธีเพาะเห็ดนางฟ้าอย่างง่ายๆไม่เกิน 3 วันเก็บกินได้เลย

บทความนี้ขอแนะนำวิธีการเพาะเห็ดนางฟ้าอย่างง่ายๆ (ฉบับครัวเรือน) ด้วยงบประมาณเพียงน้อยนิดก็จะได้รับประทานเห็ดนางฟ้าที่กรอบอร่อย แต่ก่อนอื่นเราต้องมีก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าก่อนนะครับ ซึ่งสมัยนี้จะหาซื้ออะไรมันก็ง่ายไปหมด เพราะเป็นยุคที่การสื่อสารพัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ควรระวัง ควรหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของท่านนะครับ และที่เห็นในภาพด้านล่างนี้ก็คือก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าที่มีเส้นใยเดินเต็มก้อนพร้อมเปิดดอกนะครับ
ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าที่พร้อมเปิดดอก
วิธีการเพาะก็ไม่ยากถ้าเราไม่ได้ทำโรงเพาะเห็ดที่เป็นโรงปูน ก็ให้เราหากระบะหรือกะละมังมา 1 ใบ เติมน้ำเข้าไปประมาณครึ่งหรือมากกว่านั้นก็ได้ จากนั้นให้นำไม้กระดานมาพาดเพื่อวางก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ใช้ไม้หลักปักกั้นไว้ 2 ด้าน พอเตรียมทุกอย่างครบตามนี้ก็เรียงก้อนเชื้อเห็ดให้เต็ม ทำการเปิดดอกด้วยการดึงจุกที่ปิดหน้าก้อนพร้อมสำลีออก จากนั้นก็รดน้ำที่ก้อนเห็ด เพื่อให้ได้ความชื้นที่เหมาะสม สุดท้ายก็คลุมด้วยแสลนกรองแสงปิดไว้ประมาณ 3 วัน เห็ดนางฟ้าก็จะโผล่ออกมาให้ได้รับประทานกันแล้วล่ะครับ


โรงเรือนเพาะเห็ดอย่างง่ายๆ
โรงเรือนเพาะเห็ดที่จัดทำขึ้นอย่างง่ายๆโดยใช้กระบะพลาสติกใส่น้ำ ด้านบนพาดด้วยไม้กระดาน ใช้หลักปักยึดสองด้าน

เรียงก้อนเชื้อเห็ดบนไม้กระดาน
นำก้อนเชื้อเห็ดที่มีเส้นใยเดินเต็มก้อนมาเรียงประมาณ 3 - 4 ชั้น จากนั้นก็ทำการเปิดดอกด้วยการดึงจุกสำลีที่ปิดปากก้อนเชื้อออก รดน้ำที่หลังก้อนเห็ด จากนั้นก็คลุมด้วยแสลนกรองแสงไว้ประมาณ 3 วันเห็ดนางฟ้าก็จะทะยอยโผล่ออกมาให้ได้เก็บรับประทานในครัวเรือนแล้วล่ะครับ

มาดูกันครับ..วิธีเพาะเห็ดตับเต่าอย่างง่ายๆ..เก็บกินหรือขายได้ตลอดชีพ


เห็ดตับเต่า เห็ดห้า เห็ดหว้า เห็ดไค้ หรือ เห็ดผึ้ง" เพียงได้ยินแค่ชื่อหรือเห็นในรูปภาพ ผมเชื่อว่าทุกคนต่างรู้จักและเคยได้ลองชิมลิ้มรสความอร่อยมากันแล้ว และต่างก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคของแต่ละคน..เป็นเห็ดที่เราสามารถเพาะเองได้อย่างง่ายๆไม่ยุ่งยากครับ อยากให้ลองเพาะตามวิธีของผมดู รับรองว่าไม่นานเกินรอได้กินหรือได้เก็บเห็ดตับเต่าขายอย่างแน่นอน

4 ปัจจัยหลักที่ควรรู้ก่อนลงมือเพาะเห็ด

 ปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด

1. ความชื้น 
ความชื้นถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดทุกชนิดจนกระทั่งถึงระยะออกดอก แต่ภายในดอกเห็ดถ้าหากมีความชื้นมากเกินไป เส้นใยเห็ดจะชุ่มน้ำมากเกินไปและอาจตายได้ จะสังเกตเห็นว่าดอกเห็ดเล็ก ๆ ที่ถูกรดด้วยน้ำจะไปชุ่มอยู่บริเวณรอยต่อของเส้นใยกับดอกเห็ด ทำให้ส่งสารอาหารที่จำเป็นไปเลี้ยงดอกเห็ดไม่ได้ ทำให้ดอกเห็ดฝ่อและตายลงได้ แต่ถ้าแห้งเกินไปดอกเห็ดก็จะกระด้างและมีรอยแตก เป็นดอกเห็ดแคระไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร

2. แสงแดด 
แสง ถือว่ามีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโต และมีส่วนช่วยในการรวมตัวของเส้นใยเห็ดอย่างมาก แต่แสงก็ไม่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ดเลย มิหนำซ้ำยังเป็นตัวทำให้ดอกเห็ดเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ซึ่งเราจะสังเกตเห็นว่าเห็ดที่เกิดขึ้นในที่มืดกับที่แจ้งจะมีความแตกต่างกันคือ เห็ดที่เกิดในที่แจ้งมีมีสีค่อนข้างคล้ำ ส่วนเห็ดที่เกิดในที่มืดจะมีสีขาวน่ารับประทานเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

3. สภาพอากาศ 
อากาศ ถือว่ามีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ดอย่างมาก เพราะในทุกระยะของการเจริญเติบโตของเห็ดล้วนต้องการอากาศในการหายใจทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เห็ดกำลังจะเกิดดอกและเริ่มเป็นดอกเห็ดแล้ว เราจะสังเกตเห็นว่าถ้าภายในแปลงเพาะหรือโรงเรือนเพาะเห็ดมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป เส้นใยเห็ดจะเจริญเติบโตช้าลงหรืออาจชะงักการเจริญเติบโตไปเลย ดอกเห็ดก็จะยืดยาวออกในลักษณะผิดปกติ และที่สำคัญคือผิวของดอกเห็ดจะหยาบขรุขระคล้ายผิวคางคกไม่น่ารับประทาน

4. ความเป็นกรดด่าง (PH) 
ความเป็นกรดด่าง (PH) ก็ถือว่ามีความสำคัญต่อการเพาะเห็ดเช่นกัน โดยเฉพาะเห็ดฟางที่ชอบสภาพอากาศที่เป็นกลางหรือมีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย ถ้าวัสดุเพาะมีความเป็นกรดมากเกินไปจะทำให้บัคเตรีในกองฟางไม่เจริญเติบโต และไม่ยอมย่อยสลายโมเลกุลขนาดใหญ่ให้เล็กลงได้ เส้นใยเห็ดฟางก็จะไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ การเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดก็จะน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งความเป็นกรด - ด่างที่เหมาะสมสำหรับเห็ดฟางควรอยู่ประมาณ 5 - 8 ถือว่าเหมาะสมที่สุดครับ...

เทคนิคเด็ด **เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง 3 วันเก็บกินได้**

การตรวจสอบค่ากรด – ด่าง (PH) ในวัสดุเพาะเห็ด

ค่า PH ที่เห็ดต้องการ

การเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด เพื่อเข้าสู่การรวมตัวและเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ด ก็มีอยู่หลายองค์ประกอบและหลายปัจจัย และอีกหนึ่งปัจจัยในการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดที่ดีก็คือการจำกัด ค่า PH ในวัสดุที่เรานำมาเพาะหรือวัสดุที่เรานำมาทำเป็นก้อนเห็ดนั่นเอง ในการการตรวจสอบค่ากรด ด่าง ในวัสดุเพาะเห็ด ให้เรานำวัสดุที่ใช้เพาะเห็ดมาจำนวน 1 กิโลกรัม + น้ำตาล 3 กิโลกรัม ผสมเข้าด้วยกันทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วใช้กระดาษริสมัสมาจุ่มในน้ำดังกล่าว นำไปเทียบค่าแถบสี อ่านค่า PH ตามสีที่เราเห็น ก็จะรู้ว่าวัสดุที่เราใช้เพาะเห็ดเป็นกรดหรือด่างนั่นเองครับ

ค่า PH คืออะไร?

ค่า PH คือหน่วยวัดค่าความเป็นกรดด่าง โดยมีค่าเป็นตัวเลข 14 ตัว ซึ่งกำหนดค่าไว้ดังนี้

- ค่าตัวเลขจาก 1 – 6 จะมีค่าเป็นกรดแก่ไปจนถึงกรดอ่อนๆ เช่นน้ำที่มีค่าเป็น 1 คือความเป็นกรดในน้ำที่เรานำมาวัดค่า จะมีความเป็นกรดสูงมาก ส่วนค่า 6 จะมีค่าความเป็นกรดต่ำสุด หรือเกือบจะเป็นค่ากลางๆ


- ค่าตัวเลขจาก 8 – 14 จะเป็นค่าของด่าง เช่น 8 จะมีค่าความเป็นด่างน้อยสุด หรือเกือบจะเป็นค่ากลางๆ ถ้าเป็นเลข 14 จะมีค่าความเป็นด่างมากที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วตัวเลขที่เหลือก็คือเลข 7 จะมีค่าความเป็นกลางนั่นเองครับ ก็คือจะอยู่ระหว่างค่ากลางๆ (ไม่เป็นทั้งกรดและด่าง) ซึ่งตามปกติทั่วไปแล้วน้ำในธรรมชาติจะมีค่าความเป็นกรดเล็กน้อยคือจะมีค่า PH อยู่ประมาณ 6 - 6.5 และค่าที่ว่านี้เองถือว่าเป็นค่าที่เหมาะสมในการเจริญของเส้นใยเห็ดทุกชนิดนั่นเองครับ

เทคนิคเด็ด! “เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง” เพียง 3 วันเก็บกินได้เลย..

“เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง” เพียง 3 วันเก็บกินได้เลย..

                                       เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง
เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง
ในการ เพาะเห็ดนางฟ้า ของเกษตรกรหลายๆคน ก็มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ทำเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดขนาดใหญ่ เพาะขายกันในเชิงธุรกิจ หรือไม่ก็ทำเป็นธุรกิจครอบครัวแบบพอเพียง แต่โดยส่วนตัวผมแล้วไม่ค่อยมีเวลามากนัก ขอทำโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าแบบมินิไปก่อน ซึ่งผมขอใช้สโลแกนว่า “เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง 3 วันเก็บกินได้” ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ



คือเมื่อสามวันก่อนผมได้ไปซื้อก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า (ที่ใส่เชื้อเห็ดไว้แล้ว) ประมาณ 20 ก้อนในราคา ก้อนละ 5 บาท จากคนที่รู้จักกันในตัวอำเภอใกล้บ้าน จากนั้นก็นำมาเก็บไว้ในที่ไม่ให้โดนแสงแดดเพื่อให้เส้นใยเจริญเต็มก้อนเห็ดเสียก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ตอนแรกก็คิดจะทำเป็นโรงเรือนเล็กๆสำหรับเป็นโรงเรือนเปิดดอกเห็ด หรือที่เรารู้จักคือ “โรงเรือนเพาะเห็ด” นั่นเอง แต่มาคิดๆดูแล้ว ก้อนเห็ดนางฟ้าที่เราซื้อมามันก็มีไม่กี่ก้อนเอง เหลือบไปเห็นโอ่งเก่าอยู่ใบหนึ่ง ก็เลยนำมาจำลองเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าแบบมินิซะเลย! ก็คือนำมาวางตะแคงไว้ในที่ร่ม (ดังภาพ) จากนั้นก็นำทรายมาใส่ด้านใน (ประมาณ ¼ ส่วน) เพื่อเก็บรักษาความชื้นภายในโอ่ง วางไม้กระดานสำหรับรองก้อนเห็ด เพื่อไม่ให้ก้อนเห็ดสัมผัสกับพื้นทราย และเพื่อป้องกันน้ำเข้าก้อนเห็ด ที่นี้ก็นำก้อนเห็ดที่พร้อมเปิดดอก (เส้นใยเจริญเต็มก้อนแล้ว) มาวางเรียงในโอ่งเพาะเห็ดแบบมินิได้เลย ส่วนด้านบนก็คลุมด้วยผ้าห่มที่เป็นผ้าฝ้ายเก่าเพื่อรักษาความชื้นและอุณหภูมิภายในโอ่งเพาะเห็ดอีกที ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ

เพาะเห็ดนางฟ้าในโอ่ง
สำหรับการดูแลโรงเรือนเพาะเห็ดแบบมินิของผมก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่รดน้ำในช่วงที่ฝนไม่ตกวันละครั้งก็พอ คือรดน้ำใส่พื้นทรายภายในโอ่งที่เพาะเห็ด แต่ระวังอย่าให้น้ำกระเด็นเข้าหน้าก้อนเห็ดนะครับ เพราะจะทำให้ก้อนเห็ดนางฟ้าเกิดราดำได้ และรดน้ำใส่ผ้าห่มที่คลุมไว้ให้ชุ่ม จากนั้นก็อดใจรออีกประมาณสามวันเป็นอย่างช้า ก็จะมีดอกเห็ดโผล่ออกมาให้เห็นอย่างในโรงเรือนเพาะเห็ดแบบมินิของผมนี่งัยล่ะครับ


2 ปัจจัยหลักในการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด


เพาะเห็ดนางฟ้า
สองปัจจัยหลักในการเจริญของเส้นใยเห็ดที่เราต้องรู้ โดยเฉพาะเกษตรผู้เพาะเห็ดในเชิงการค้า นั่นคืออาชีพที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวของเรา เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องศึกษาให้รู้จริงๆ ก่อนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสาระดีๆในการเพาะเห็ดนางฟ้าที่ผมนำมาฝากในวันนี้ ถือว่าเป็นความรู้เบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับผู้เพาะเห็ดเลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งปัจจัยหลักๆนอกจากก้อนเชื้อเห็ดที่สมบูรณ์ได้มาตรฐาน และการควบคุมความชื้นในโรงเรือนเพาะเห็ดให้สม่ำเสมอแล้ว สิ่งสำคัญที่เราต้องหมั่นตรวจสอบก็คือ
 
เพาะเห็ดนางฟ้า
- การถ่ายเทอากาศในโรงเรือนเพาะเห็ด
เพราะเห็ดเป็นเชื้อราที่มีความต้องการออกซิเจนในการเจริญของเส้นใย โดยเฉพาะระยะออกดอก ซึ่งต้องการออกซิเจนมากกว่าระยะที่เส้นใยกำลังเดินในถุงเพาะ สำหรับคาร์บอนไดออกไซด์นั้น ก็จะช่วยทำให้เส้นใยเห็ดเจริญเติบโตได้ดี แต่ในระยะออกของเห็ดนั้น ถ้าเราปล่อยให้โรงเรือนทึบเกินไป ไม่เปิดประตูถ่ายเทอากาศ ก็จะส่งผลทำให้ดอกเห็ดไม่บาน ไม่สมบูรณ์ ดอกเล็ก ก้านยาวผิดปกติ ผลผลิตที่ได้ก็ลดน้อยลงนั่นเองครับ

- แสงในโรงเรือนเพาะเห็ด
ส่วนสภาพของแสงในโรงเรือนเพาะเห็ดก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดโดยตรง ถ้าแสงในโรงเรือนมีปริมาณที่พอเหมาะคือมีแสงจางๆเป็นบางช่วงเวลา เส้นใยของเห็ดก็จะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่วนในระยะออกดอกแสงจะช่วยกระตุ้นตุ่มดอกเห็ด และช่วยในการเจริญเติบโตของดอกเห็ด ซึ่งจะทำให้สีสันของดอกเห็ดเปลี่ยนแปลงไปตามสายพันธุ์ของเห็ดที่เพาะเอาไว้ ดังนี้ครับ

เห็ดนางรม นางฟ้า นางฟ้าภูฐาน : แสงจะช่วยให้การปล่อยสปอร์ดีขึ้น โดยเฉพาะแสงแดดตอนสายๆ

เห็ดหูหนู : แสงจะช่วยให้สีเข้มขึ้น หากแสงน้อยดอกเห็ดจะซีด

เห็ดฟาง : แสงจะทำให้ดอกเป็นสีคล้ำ หากแสงน้อยดอกเห็ดจะมีสีขาวน่ารับประทาน

อาหารเสริมชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการเพาะเห็ดฟาง


เพาะเห็ดฟาง
อาหารเสริมที่นิยมนำมาเพาะ “เห็ดฟาง”  ในรูปแบบต่างๆนั้น นอกจากฟางข้าวซึ่งเป็นวัสดุหลักแล้ว เรายังสามารถใช้เปลือกถั่วเขียว ชานอ้อย กากมันสำปะหลัง และก้อนเห็ดเก่าที่ผ่านการเพาะเห็ดถุงมาแล้วได้อีกด้วย แต่เราต้องนำมาแช่น้ำก่อนเพาะเห็ดฟาง 1 คืน จึงจะพร้อมที่จะนำไปใช้เป็นอาหารเสริมในการเพาะเห็ดฟางได้ ส่วนก้อนเห็ดเก่า หากเราจะนำเป็นเป็นส่วนผสมในการเพาะเห็ดฟาง นั้น แนะนำให้เลือกเฉพาะก้อนที่ไม่มีเชื้อรา ไม่มีไข่แมลงหรือตัวแมลงต่างๆที่เป็นศัตรูเห็ด จากนั้นให้นำเอาถุงพลาสติกออกแล้วนำมาทุบให้แตกเพียงเล็กน้อยก็พอ ไม่ต้องทุบให้แตกละเอียดมากเพราะจะทำให้เส้นใจเห็ดไม่ค่อยเดิน ส่วนอาหารเสริมจำพวกผักตบชวาสดนั้น เราสามารถใช้ผักตบชวาสดได้ทุกส่วนตั้งแต่ราก ลำต้น ก้านและใบต่างๆ แต่เราต้องตัดรากและใบที่เน่าเสียออกไป แล้วล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นให้นำมาหั่นยาวประมาณครึ่งเซนติเมตร หรือถ้าเราจะใช้ไส้นุ่นเป็นอาหารเสริม ในการเพาะ เห็ดฟาง ก็ต้องแช่ไส้นุ่นในน้ำพอชุ่มประมาณ 10-15 นาที แต่ก็มีข้อเสียคือ เมล็ดที่ค้างอยู่ในฝักจะงอกเป็นต้นอ่อนออกมา และอีกหนึ่งอาหารเสริมที่นิยมใช้ในการเพาะเห็ดฟางก็คือแป้งข้าวสาลี หรือแป้งข้าวเหนียวสามารถนำมาเป็นอาหารเสริมในการเพาะเห็ดฟางได้เหมือนกัน แต่ไม่เหมาะกับการเพาะเห็ดฟางที่ใช้ซังข้าวโพดเป็นวัสดุเพาะ เพราะถ้าเราใช้มากเกินไปอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นบนอาหารเสริมชนิดนี้ได้ หากจะนำมาใช้ก็ใส่เพียงเล็กน้อยก็พอ โดยคลุกกับเชื้อเห็ดฟางโดยไม่ต้องผสมน้ำก่อน และเมื่อคลุกผสมกันแล้วต้องรีบนำไปใช้ทันทีนะครับ

ลักษณะของโรงเรือนบ่มเส้นใยเห็ดที่ดี



โรงเรือนบ่มเส้นใยเห็ด
 
http://banhednangfa.blogspot.com
ในการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเห็ดนางฟ้า นอกจากคุณภาพของก้อนเชื้อเห็ดแล้ว โรงเรือนต่างๆก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องเอาใจใส่อย่างมากครับ โดยเฉพาะโรงเรือนสำหรับบ่มเส้นใยเห็ด ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเส้นใยเห็ดที่มีคุณภาพ อันดับแรกๆที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ ความสะอาดของโรงเรือน อุณหภูมิภายในโรงเรือนต้องสม่ำเสมอ (แนะนำให้เป็นโรงเรือนแบบใช้อิฐก่อหรือโรงเรือนปูน) และที่สำคัญต้องเป็นห้องที่มีแสงสว่างน้อย เพื่อให้เส้นใยเจริญเต็มถุงเพาะและพร้อมเปิดดอก อุณหภูมิภายในโรงเรือนบ่มเส้นใยควรจะอยู่ที่ 25-30 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้เชื้อเห็ดเจริญได้เต็มก้อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดด้วย ดังตารางข้อมูลด้านล่างที่ผมนำมาฝากในวันนี้ครับ
ระยะเวลาในการบ่มเส้นใยของก้อนเห็ดแต่ละชนิด

เห็ดหอม               ใช้เวลาในการบ่มเส้นใย         4-5 เดือน
เห็ดลมป่า              ใช้เวลาในการบ่มเส้นใย        4-5 เดือน
เห็ดขอนขาว           ใช้เวลาในการบ่มเส้นใย        28-30 วัน
เห็ดหูหนู เห็ดเป๋าฮื้อ ใช้เวลาในการบ่มเส้นใย        1.5-2 เดือน
เห็ดหลินจือและเห็ดหัวลิง ใช้เวลาในการบ่มเส้นใย 1.5-2 เดือน
เห็ดนางฟ้า นางรม     ใช้เวลาในการบ่มเส้นใย      1-1.5 เดือน

**ระยะเวลาในการบ่มเส้นใยของเห็ด ก็จะขึ้นอยู่กับสารอาหารที่อยู่ในก้อนเห็ด ชนิดของเห็ด และสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่างด้วยนะครับ**