เห็ดนางฟ้า



3 ปัญหาหลักในการเพาะเห็ดนางฟ้า

ในการเพาะเห็ดนางฟ้า ผมเชื่อว่าเกษตรกรหลายๆคนคงเคยเจอปัญหาแบบเดียวกันกับผม ซึ่งถือว่าได้ว่าเป็นปัญหายอดฮิตเลยก็ว่าได้ เรามาลองวิเคราะห์สาเหตุ และแก้ไขไปพร้อมๆกันเลยครับ

1. หน้าก้อนเห็ดเหลืองและเน่า
สาเหตุหลักๆมักเกิดจากก้อนเห็ดมีความชื้นหรือมีน้ำเข้าไปขังในก้อน แนะนำให้ใช้ปลายคัตเตอร์กรีดบริเวณที่มีน้ำเข้า แล้วใช้กระบอกเข็มฉีดยาดูดเอาน้ำที่ขังหรือเป็นละอองออก เท่าที่ทำได้ หากก้อนเห็ดอยู่ชั้นล่าง ก็ให้ย้ายขึ้นมาวางไว้บนหรือวางแยกไว้ต่างหาก ก็จะพอแก้ปัญหาได้ครับ

2. ดอกเห็ดเน่าและเหลือง
เกิดจากสภาพความชื้นในโรงเรือนมีมากเกินไป แนะนำให้ลดปริมาณการรดน้ำในโรงเรือนลง หากเห็นว่าดอกเห็ดเริ่มบาน ควรให้น้ำเพียงน้อยๆ แต่บ่อยๆครั้งก็พอ และในเวลากลางคืนควรเปิดประตูโรงเรือนเพื่อให้อากาศถ่ายเทออกบ้าง ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ครับ

3. ดอกเห็ดเหี่ยวแห้งและเหลือง
ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากสภาพโรงเรือนเพาะเห็ดขาดความชื้น แก้ไขโดยการหมั่นรดน้ำภายในบริเวณโรงเรือน เพื่อเพิ่มความชื้นเข้าไป แต่ต้องระวังอย่าให้ลมโกรกโรงเรือนมากเกินไปเพราะจะพัดพาความชื้นไปหมด ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ การแคะดอกเห็ดจนทำให้หน้าก้อนแตกเป็นรอย จนเป็นเหตุให้เส้นใยประสานกันช้า เพราะฉะนั้นแล้วในขั้นตอนการเก็บดอกเห็ดเราต้องระวังอย่าให้หน้าก้อนแตก หรือเป็นรอยมากเกินไปครับ

เพาะเห็ดนางฟ้าในวงบ่อซีเมนต์

วิธีเพาะเห็ดนางฟ้าในวงบ่อซีเมนต์

ถ้าอยากได้เห็ดนางฟ้า นางรมไว้รับประทานในครอบครัว แบบไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก “ไม่ต้องสร้างโรงเรือนให้ยุ่งยาก ไม่ต้องคอยรดน้ำให้เสียเวลา”  ขอเพียงคุณมีก้อนเชื้อเห็ดที่เชื้อเดินเต็มถุงดีแล้ว ที่หาซื้อได้ตามแหล่งจำหน่ายทั่วไป หรือก้อนเชื้อเห็ดที่ผลิตขึ้นเอง และมีวงบ่อซีเมนต์ที่เหลือใช้ (โบกปูนปิดทับด้านหนึ่งเพื่อเก็บน้ำ) หรือจะเป็นโอ่งน้ำที่ไม่ได้ใช้งาน สามารถนำมาจำลองเป็นโรงเรือนเพาะเห็ดขนาดมินิสำหรับครัวเรือนได้ มีขั้นตอนดังนี้ครับ

3 ขั้นตอนการ เพาะเห็ดนางฟ้า ในวงบ่อซีเมนต์

1. เปิดน้ำใส่วงบ่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ประมาณ ¼ ส่วน ตั้งไว้ในที่ร่มหรือใต้ต้นไม้
2. ทำตะแกรงไม้ไผ่สำหรับวางก้อนเห็ดให้สูงเหนือระดับน้ำประมาณ 10 เซนติเมตร
3. จัดวางก้อนเห็ดที่เชื้อเดินเต็มก้อนแล้ว ในลักษณะที่เป็นวงกลมรอบวงบ่อ (หันหน้าก้อนเข้าหากัน) จากนั้นให้ปิดวงบ่อด้วยกระเบื้องเก่าหรือใบลาน แต่ไม่ต้องปิดทึบ เพื่อเก็บความชื้นเอาไว้  
ด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆเพียงเท่านี้ ไม่เกิน 10 วันคุณก็จะได้รับประทานเห็ดนางฟ้าที่เพาะจากโรงเรือนแบบประหยัด ที่ทำได้ง่ายๆ แต่หากกลัวว่าจะมีลูกน้ำยุงลายเกิดขึ้นในวงบ่อ ก็ให้หาปลาหางนกยูงมาปล่อยทิ้งไว้ ก็หมดห่วงแล้วครับ


สภาวะที่เหมาะสมในการเพาะเห็ด

สภาพที่เหมาะในการเจริญของเส้นใยเห็ดแต่ละชนิด

เมื่อพูดถึง “การเพาะเห็ด”  เกษตรกรหลายท่านอาจจะยังสงสัย เพราะเห็ดที่เราเพาะกันในเชิงการค้าก็มีอยู่มากมายหลายชนิด ซึ่งหลักๆ ก็จะมีเห็ดฟาง เห็ดตระกูลนางฟ้านางรม เห็ดหูหนู หรือแม้กระทั่งเห็ดยานางิหรือที่เรารู้จักในชื่อ “เห็ดโคนญี่ปุ่น” และในวันนี้ผมจะขอแนะนำวัตถุดิบที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเห็ดแต่ละชนิดให้ฟัง พอเป็นแนวทางในการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการเพาะเห็ดแต่ละชนิด และเพื่อความสมบูรณ์ของผลผลิตเห็ด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัสดุหลักๆที่หาได้ในท้องถิ่นของเราเอง มีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. เห็ดที่เจริญได้ดีบนปุ๋ยหมัก เช่น เห็ดฟาง เห็ดกระดุม และเห็ดตีนแรด ซึ่งหากเราใช้วัสดุเพาะที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมักก็จะทำให้เส้นใยเห็ดเจริญเติบโตได้ดี ได้ดอกเห็ดที่สมบูรณ์ได้น้ำหนักเป็นที่ต้องการของตลาด

2. เห็ดที่ขึ้นได้ดีบนท่อนไม้ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดหอม เห็ดมะม่วง และเห็ดขอนขาว ส่วนขอนไม้ที่นิยมนำมาเพาะเห็ดประเภทนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไม้เนื้ออ่อน เช่น ไม้ยางพารา ไม้มะม่วง ไม้แค เป็นต้น

3. เห็ดที่ขึ้นเนื่องจากการทำกิจกรรมของปลวกหรือแมลง เช่น เห็ดโคนใหญ่ เห็ดโคนป่า (เห็ดปลวก) ซึ่งจะเป็นเห็ดที่สร้างจากปลวกเพียง 5 สายพันธุ์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันสามารถใช้วิธีเพาะที่เลียนแบบธรรมชาติได้แล้ว..มีรายละเอียดให้ทดลองได้ที่นี่ครับ

4. เห็ดที่เกิดอยู่ร่วมกับรากของต้นไม้หรือเห็ดไมคอร์ไรซ่า เช่น เห็ดตับเต่า เห็ดเสม็ด เห็ดตีนแรด ซึ่งจัดเป็นเชื้อราจำพวกไมคอร์ไรซ๋า จะอาศัยรากพืชแบบเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งต้นไม้อาศัยของเห็ดจำพวกนี้ได้แก่ ต้นทองหลาง ต้นมะกอกน้ำ ต้นโสน ต้นแคบ้าน ต้นมะม่วง ต้นลำไย เป็นต้น ส่วนวิธีเพาะก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เรานำสปอร์ของเห็ดแก่ หรือเชื้อเห็ดที่บรรจุขวดขาย (หาซื้อได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย) มาใส่ไว้ที่โคนต้นไม้ตามที่กล่าวมาข้างต้น หากเป็นต้นไม้ที่โตแล้วจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก็สามารถเก็บดอกเห็ดได้แล้ว แต่หากเราใส่ไว้ตั้งแต่ระยะเป็นต้นกล้า อาจจะต้องรอเวลานานสักหน่อย แต่ก็ไม่นานเกินรอ รับรองได้กินเห็ดสมใจแน่ครับ